กรรม
  • พระพุทธศาสนา
  • กรรม
  • จิต
  • คืนสู่ธรรมชาติ
  • ฟังธรรม
  • ธรรมะกับการเมือง
  • สมเด็จพระญาณสังวร
    • หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
    • หลวงปู่ชา สุภทฺโท
    • พุทธทาส อินฺทปญฺโญ
    • พระพรหมมังคลาจารย์
    • พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
  • เมื่อฉันเป็นมะเร็ง
    • ความรู้เรื่องมะเร็ง
    • ฟังธรรม/ฟังเพลงMP3
    • วัฒนธรรม/ประเพณี
  • พุทธ/วิทย์

  • กรรม

    กรรมในพระพุทธศาสนา (ภาษาสันสกฤต : กรฺม, ภาษาบาลี : กมฺม) แปลว่า "การกระทำที่มีด้วยเจตนา" ได้แก่ กระทำทางกาย เรียก กายกรรม ทางวาจา เรียก วจีกรรม และทางใจ เรียก มโนกรรม

    แนวคิดเรื่องกฎแห่งกรรมในทางพระพุทธศาสนาจะเชื่อว่ากระทำเช่นไรจะได้รับผลเช่นนั้นอย่างยุติธรรม โดยการให้ผลของกรรมหรือวิบากกรรมสามารถให้ผลข้ามภพข้ามชาติได้ ถ้ายังไม่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดคือนิพพาน โดยถือว่าจิตวิญญาณมิได้สิ้นสุดเพียงแค่การตายเหมือนแนวคิดวัตถุนิยมที่เชื่อว่าตายแล้วสูญ แต่พระพุทธศาสนาเชื่อว่าถ้ายังมีกิเลสจะต้องกลับมาเกิดใหม่ ชาวพุทธมีความเชื่อว่าแม้แต่โลกฝ่ายวัตถุที่มีการสูญสลาย เมื่อมนุษย์อยู่ร่วมกันยังต้องสร้างกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน เพื่อลงโทษผู้เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่นจะได้อยู่กันอย่างผาสุก แล้วในโลกแห่งจิตวิญญาณที่เหล่าสรรพสัตว์อยู่ร่วมกัน มันย่อมต้องมีกฎที่ยุติธรรมที่สุดและเป็นกฎธรรมชาติ ที่มีผลเสมอต่อทุกสรรพชีวิตที่ต้องรับผลจากการกระทำของตนเองที่กระทำลงไปแล้วมีผลต่อเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย เพื่อมิให้มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกันแต่ฝ่ายเดียว เช่นเดียวกฎหมายบ้านเมืองของโลกฝ่ายวัตถุ ซึ่งนั้นก็คือกฎแห่งกรรม

    กรรม แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
    กรรมดี เรียกว่า กุศลกรรม หรือ บุญกรรม
    กรรมชั่ว เรียกว่า อกุศลกรรม หรือ บาปกรรม

    กรรม 2

    กรรม 2 (การกระทำ, การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา ทางกายก็ตาม ทางวาจาก็ตาม ทางใจก็ตาม - Kamma: action; deed)

    1. อกุศลกรรม (กรรมที่เป็นอกุศล, กรรมชั่ว, การกระทำที่ไม่ดี ไม่ฉลาด ไม่เกิดจากปัญญา ทำให้เสื่อมเสียคุณภาพชีวิต หมายถึง การกระทำที่เกิดจากอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ หรือโมหะ - Akusala-kamma: unwholesome action; evil deed; bad deed)

    2. กุศลกรรม (กรรมที่เป็นกุศล, กรรมดี, การกระทำที่ดี ฉลาด เกิดจากปัญญา ส่งเสริมคุณภาพของชีวิตจิตใจ หมายถึง การกระทำที่เกิดจากกุศลมูล คืออโลภะ อโทสะ หรืออโมหะ -Kusala-kamma: wholesome action; good deed)


    การจำแนกประเภทของกรรม
    กรรมดี หรือ กรรมชั่วก็ตาม กระทำทางกาย วาจา หรือทางใจก็ตาม สามารถจำแนกอีก เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายแบบ ดังนี้

    - กรรมจำแนกตามเวลาการให้ผลของกรรม (ปากกาลจตุกะ 4 อย่าง
    - กรรมจำแนกตามหน้าที่ของกรรม (กิจจตุกะ 4 อย่าง
    - กรรมจำแนกตามลำดับการให้ผลของกรรม (ปากทานปริยายจตุกะ 4 อย่าง
    - กรรมจำแนกตามฐานที่ให้เกิดผลของกรรม (ปากฐานจตุกะ 4 อย่าง

    จำแนกตามเวลาการให้ผลของกรรม

    การกระทำทางกาย วาจา ใจ ทั้งที่เป็นฝ่ายดีหรือไม่ดีก็ตาม ย่อมตอบสนองแก่ผู้กระทำ ไม่เร็วก็ช้า เวลาใดเวลาหนึ่ง กรรมจำแนกตามเวลาการให้ผลของกรรม (ปากกาลจตุกะ) แสดงกำหนดเวลา แห่งการให้ผลของกรรม มี 4 อย่าง คือ

    1. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน คือในภพนี้

    2. อุปปัชชเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ให้ผลในภพที่จะไปเกิด คือในภพหน้า

    3. อปราปริเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆไป

    4. อโหสิกรรม หมายถึง กรรมเลิกให้ผล ไม่มีผลอีก

    จำแนกตามหน้าที่ของกรรม

    กรรมจำแนกตามหน้าที่การงานของกรรม (กิจจตุกะ) กรรมมีหน้าที่ ที่จะต้องกระทำสี่อย่าง คือ

    1 ชนกกรรม หมายถึง กรรมที่เป็นตัวนำไปเกิด กรรมแต่งให้เกิด

    2 อุปัตถัมภกกรรม หมายถึง กรรมสนับสนุน กรรมที่ช่วยสนับสนุนหรือซ้ำเติม ต่อจากชนกกรรม

    3 อุปปีฬิกกรรม หมายถึง กรรมบีบคั้น กรรมที่มาให้ผล บีบคั้นผลแห่งชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรมนั้น ให้แปรเปลี่ยนทุเลาลงไป บั่นทอนวิบากมิให้เป็นไปได้นาน

    4 อุปฆาตกกรรม หมายถึง กรรมตัดรอน กรรมที่แรงฝ่ายตรงข้ามกับชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรม      เข้าตัดรอนการให้ผลของกรรมทั้งสองอย่างนั้น ให้ขาดไปเสียทีเดียว


    สภาวะเหนือกรรม
    เป็นสภาวะสุดยอดแห่งการปฏิบัติ  

    โดยปกติแล้วเราแบ่งกรรมหรือกรกระทำออกเป็นหลักใหญ่ๆ คือ กรรมดี และ กรรมชั่วตามหลักพระพุทธศาสนา เมื่อกระทำกรรมแล้วย่อมได้รับผลของกรรมเยี่ยงนั้นธรรมดา หรือที่เรียกว่า กรรมวิบาก (ผลของกรรม) หรือแม้แต่จะพิจารณาตามหลักวิทยาศาสตร์อันเป็นไปตามธรรมชาติ เช่นกันก็ตามที ดังเช่นหลักฟิสิกส์ในเรื่องแรง กล่าวคือมีแรงอะไรเกิดขึ้นที่เรียกกันว่าแรงกริยา  ก็ย่อมต้องมีผลออกมาเป็นแรงปฏิกริยาเกิดขึ้นเสมอนั่นเอง  ต่างก็ล้วนเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติ อันเป็น สังขตธรรม ที่เป็นจริงแท้แน่นอนเหมือนกัน กล่าวคือเที่ยงแท้และคงทนต่อทุกกาลเยี่ยงนี้   ทั้งในเรื่องกรรมและเรื่องแรงกริยา

    เพียงแต่ว่าวิบากของกรรม หรือผลของกรรมนี้ไม่สนองออกมาก เป็นสูตรสำเร็จหรือเป็นกฎเป็นเกณฑ์ดัง ๑+๑ = ๒   พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงจัดวิบากแห่งกรรมเป็นอจินไตย  ดังตรัสไว้ในอจิตคติสูตร  กล่าวคือไม่สามารถทำนาย หรือรู้ผลอย่างตรงๆ เพียงแต่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน  เหตุเพราะยังไปเนื่องสัมพันธ์กับเหตุปัจจัยอื่นๆที่เป็นองค์ประกอบร่วมอีกเป็นจำนวนมาก จึงมีทิศทางที่เบี่ยงเบนหรือสนองกลับที่ต่างกันไปบ้าง แต่เกิดผลของกรรมอย่างแน่นอน  ขอยกตัวอย่างเป็นไปในทางโลกๆ เพื่อให้เข้าใจได้แจ่มแจ้ง ดังเช่น ใส่แรงกริยาให้ลูกบอลโดยการปาเข้าใส่กำแพง  เมื่อเกิดผลคือการปะทะกำแพงแล้วย่อมเกิดผลของกรรมจากการปะทะกำแพงคือแรงปฏิกริยา ทำให้กระเด้งกลับมาเป็นธรรมดาหรือ ตถตา ไม่เป็นอื่นไปได้  แต่ะครั้ง แต่ละคน ที่ปา ขอให้สังเกตทิศทางของการกระเด้งหรือผลของกรรมที่กลับมาว่าเป็นสังขารที่ถูกปรุงแต่งขึ้นแล้ว  จึงมีอาการแปรปรวนไปมาตามเหตุปัจจัยต่างๆ อันเป็นองค์ประกอบร่วม ดังเช่น ความแรงเบาในการปา ความนุ่ม,แข็งของลูกบอล มุมที่เข้าตกกระทบ วัสดุที่กระทบ ความชำนาญ บุคคลที่ปา แรงลม ฯลฯ. ล้วนแล้วก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนหรือแปรปรวนขึ้นได้บ้างเท่านั้น   แต่ล้วนแล้วแต่ต้องมีแรงปฏิกิริยาหรือแรงโต้ตอบกลับทั้งสิ้น หรือมีวิบากของกรรมหรือผลของการกระทำเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  กรรมวิบากก็เป็นเฉกเช่นนั้นแล  ด้วยเหตุดังนี้จึงเป็นอจินไตย จึงไม่สามารถพยากรณ์ออกมาเป็นสุตรสำเร็จได้ด้วยเหตุดังนี้นี่เอง แต่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  ดังนั้นผู้ที่ทำกรรมชั่ว ก็ต้องรีบแก้ไขเพื่อให้เกิดการเบี่ยงเบนของวิบาก ไปในทางที่ดีเกิดขึ้นนั่นเอง กล่าวคือ จะไปห้ามไม่ให้เกิดวิบาก ของกรรมเสียย่อมไม่ได้ แต่ทำให้เบี่ยงเบนไปเสียนั้น พึงกระทำได้ด้วยตนเอง

    ดังนั้นปุถุชนทำกรรรมดีหรือชั่ว ก็ย่อมเสวยวิบากกรรมตามนั้นอย่างแน่นอน เพราะเป็นสภาวธรรมอันเที่ยงตรง เป็น อสังขตธรรมอันเที่ยงตรงและคงทนต่อทุกกาลนั่นเอง  ดุจเดียวดั่งการทำการปลูกข้าว ย่อมได้ข้าวเป็นผลของกรรม(การกระทำ)เป็นส่วนแรก ย่อมไม่ได้เผือก มัน องุ่นต่างๆ อันย่อมเป็นไปไม่ได้  และดังที่กล่าวว่าเป็น  อจินไตย อีกส่วนของผลการกระทำจึงแสดงออกมาก็คือได้ผลที่ไม่เท่ากัน อันขึ้นกับเหตุปัจจัยดังที่กล่าวแล้วมาเบี่ยงเบนร่วมด้วยนนั้นเอง เช่น ความขยันหมั่นเพียร การดูแล การใส่ปุ๋ยต่งกันเป็นต้น  แต่ล้วนต้องได้ข้าวอย่างจริงแท้แน่นอนทั้งนั้น  จะผันแปรเป็นอื่นไม่ได้  เป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบันธรรม  กรรมวิบากก็เป็นเช่นนั้นแล

    เหตุที่แสดงนี้เพราะปัจจุบันนี้มีการสื่อสารต่างๆ อย่างมากมาย จึงทำให้รู้เห็นได้อย่างกว้างขวาง  รุ้เห็นเป็นไปในโลกและบุคลต่างๆ อันมีทั้งดีและชั่วเป็นธรรมดา จนแลเห็นว่าเป็นไปดัง       ทุภาษิตที่ได้ยินพูดเล่นกันอย่างเนืองๆ “ ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดีมีถมไป” ผู้ประกอบกรรมดีได้ฟังคือการเกิดผัสสะย่อมเกิดทุกขเวทนามีความสึกท้อแท้  ประกอบกรรมชั่วก็ฮึกเหิมไม่เกรงกลัว  แต่ตามความเป็นจริงแล้วยังคงเป็นตามกระแสของสภาวธรรมอย่างถูกต้อง และเที่ยงตรงและคงทนต่อทุกกาลอยู่นั่นเอง    เนื่องจากยังไม่เข้าในธรรมหรือธรรมชาติหรือกฎแห่งกรรมอย่างถูกต้องแจ่มแจ้ง  ผู้ที่ทำกรรมดีก็มักบ่นพึมพำว่า ทำไมไม่รวย ทำไมไม่โชคดี ทำไมเคราะห์ร้ายไม่หมดเสียที เกิดความท้อแท้ เพราะมองเห็นแต่สภาวะความเป็นไปตามความเห็นความเข้าใจของตน อันเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เห็นเข่าใจว่า การทำดีนั้นย่อมได้ดีอยู่เป็นที่สุด ด้วยไม่รู้ไม่เข้าใจว่าเป็นคนละเรื่องหรือคนละเหตุปัจจัยกัน เห็นแต่ว่า ไม่เป็นไปตามความอยากหรือปรารถนาของตน  ด้วยเพราะความไม่รู้ (อวิชชา) จึงเอามาผูกเนื่องสัมพันธ์กันอย่างไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง  เหมือนดังการปลูกข้าวย่อมได้ข้าว มิใช่ความร่ำรวย  ความร่ำรวยหรือไม่นั้นอยู่กับเหตุปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบร่วมด้วย ดังเช่น อุปสงค์อุปาทาน หรือกฎของความต้องการ อันเป็นเหตุปัจจัยคนละเรื่องกันแต่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ส่งผลถึงกันส่วนหนึ่งเท่านั้น  เมื่อเราเข้าใจผิดดังกล่าวจึงเกิดความท้อแท้ใจในผู้ประกอบกรรมดี  แต่ถึงอย่างไรท่านก็ย่อมได้รับกรรมวิบากที่ดีอย่างแน่นอน  แม้ตั้งแต่ขณะจิตนั้นแล้ว  จิตจึงไม่เร่าร้อนเผารนเป็นทุกข์ด้วยอุปาทานขันธ์แต่เกิดขึ้นและเป็นไปโดยไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง และก็มีผลกรรมดีอื่นๆ เช่นกันเพียงแต่ดังที่กล่าวแล้วว่าป็น อจินไตย จึงไม่รู้ไม่เข้าใจในกรรมวิบากดีที่จักเกิดขึ้นและเป็นไปเมือใดเท่านั้นเอง  ส่วนผู้ที่ประกอบกรรมชั่วนั้นก็รับผลน้นแต่บัดดลเร้เช่นกัน  เกิดการอึกเหิมทะเยอทะยานอยากแต่ล้วนเร่าร้อนเผาลนกังวลขึ้นเรื่อยๆ โดยๆไม่รู้ตัว จึงดำเนินและเป็นไปอยู่ภายใต้ความเร่าร้อนหลบซ่อนความชั่วเหล่านั้นอยู่เนืองๆ  จนในที่สุดผลกรรมอันเป็นอจินไตยก็ตอบสนองเต็มรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน เช่น เป็นทุกข์ที่แสนเร่าร้อนเมื่อผุดนึกจำขึ้นมาอ้นย่อมไม่สามารถควบคุมบังคับได้  เป็นที่ตำหนิติเตียน ก่นด่า ติดคุกติดตะราง ถูกยิงตาย หรือคดโกงกันเองในกลุ่มผู้ประกอบกรรมชั่ว อันย่อมมีจิตที่มีกิเลสสูงอยู่แล้ว  คิดหวาดระแวงและเร้าร้อนแสวงหาเพิ่มเติม กังวลกับทุกข์ในการดูแลรักษา จนนอนสะดุ้งผวา ฟันร้าย ยิ่งไปไหนต้องมีผู้ตุ้มกัน  อันแสดงถึงมีความกลัวกังวลในจิตอันเกิดแต่ผลของกรรมแล้วนั่นเอง ฯลฯ.  และยังอาจส่งผลเป็นกิเลสหรือกรรมถึงลูกถึงหลานตามที่เรียนรู้ลอกแบบมาอีกด้วย  สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนดำเนินและเป็นไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่รู้ตัว  ถึงรู้ต้วระวังรักษาก็มิสามารถแก้ไขอะไรด้เพราะความเป็นสภาวธรรม  ต้องอยู่ในอุปาทานทุกข์ในชราอันเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายทั้งในยามตื่นและยามหลับ และไม่มีทางที่จะหยุดหรือหลีกเลี่ยงได้เสียด้วยเพราะเป็นธรรมชาติอันยิ่งใหญ่  อันเป็นกรรมวิบากส่วนหนึ่ง ที่เผาลนยิ่งและยาวนาน เกิดๆ ดับๆ อยู่ตลอดเวลาของชีวิต และยังไม่จบเพียงแต่นั้น  กรรมวิบากอีกส่วนหนึ่งนั้นก็ยังเกิดขึ้นอีกต่อไปอีกในลักษณะอจินไตย คือ เกิดอุปาทานขันธ์ห้าเหล่านั้นในชราอันจักยังผลให้เกิดกรรมวิบากที่เหลือในรูปแบบต่างๆ อีกต่อไป ดังเช่นติดคุกติดตะราง  ผู้ประกอบกรรมดีอยู่ย่อมไม่รู้ไม่เห็นในสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นและเป็นไปภายในอย่างลึกซึ้งของผู้ประกอบกรรมชั่ว แลเห็นแต่ภาพลักษณ์ภายนอกไม่เห็นตามความเป็นจริงแห่งธรรมที่เป็นไป ที่เพียงแลดูว่าน่าเป็นสุข

                                                                                        






















              






    ไม่มีความคิดเห็น:
    ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest
หน้าแรก
สมัครสมาชิก: ความคิดเห็น (Atom)

1 คำนำ สารบัญ และความเบื้องต้น

2 หลักกรรม

3 กรรม ๑๒ ประเภท

4 รายละเอียดของกรรม

5 การมองไม่เห็นกรรม

6 การมองไม่เห็นกรรม หัวข้อที่๔

7 ทำบุญละบาปจะได้หรือไม่ หัวข้อที่๕

8 ก่อนให้ผล บุญ บาปอยู่ที่ใด หัวข้อที่๖

9 การหยุดให้ผลของกรรม หัวข้อที่๗

10 กรรมมีผลเนื่องถึงผู้อื่น หัวข้อที่๘

11 วิบากกรรม กรรมและการให้ผลของกรรม หัวข้อที่๙

12 มาตราฐานแห่งความดีความชั่ว หัวข้อที่๑๐

13 กรรมทำให้คนแตกต่างกัน หัวข้อที่๑๑

14 ภาคที่ 2 การเกิดใหม่ หรือ การเวียนว่ายตายเกิด

15 ข้อพิสูจน์ว่าคนตายแล้วเกิด หัวข้อที่๒ ภาคที่๒

ปิดเสียง

16 จุดมุ่งหมายของการเกิดใหม่ หัวข้อที่๓ ภาคที่๒

17 เหตุที่บุคคลระลึกชาติไม่ได้ หัวข้อที่๔ ภาคที่๒

18 บทสรุป หัวข้อที่๕ ภาคที่๒

19 ภาคที่ 3 ภาคผนวก เรื่องชีวิตและความตาย

.
พระภิกษุ ป. ปรีชาชาญ. ขับเคลื่อนโดย Blogger.